วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เครื่องดื่มชูกำลัง

บทวิเคราะห์เรื่องเครื่องดื่มชูกำลัง
โดย MK11A:
อายุศม์   ปัญญามงคล         นันทพร    เนตรงาม
ปวีณา    หวังประเสริฐ          กรรณิการ  เริ่มรักษ์
ศรินยา   วงศ์อนันตศักดิ์       ศันนีย์      พวงเงินมาก
ธาริณี    ตีรกาญจนา           พิชญ์สินี   คุปตะวานิช   
หากจะกล่าวว่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าจากราคาของสินค้าที่มีมูลค่าเพียง 7 ถึง 10 บาทนั้น เพราะเน้นการทำการตลาดไปเพียงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แต่ตลาดนี้กลับมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 15,000 ล้านบาท หากพิจารณาตลาดเครื่องดื่มชูกำลังจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆ ด้วย โดยมีการนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มากที่สุด ดังเช่นแบรนด์ M-150 ที่เป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในปัจจุบัน
ประวัติและที่มาของ M-150
เครื่องดื่มชูกำลังคือเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน มีส่วนผสมของคาเฟอีน (Caffeine) เทารีน (Taurine) อินโนซิทอล (Inositol) และซูโครสหรือน้ำตาลทราย (Sucrose) เป็นต้น ซึ่งมีกรรมวิธีในการผลิตที่ไม่ซับซ้อน และต้นทุนต่ำ ประกอบกับเครื่องดื่มประเภทนี้ยังมีช่องทางในการทำตลาดอยู่เพราะจากส่วนผสมที่สามารถก่อให้เกิดพลังในการทำงาน จึงเหมาะกับกลุ่มคนที่มีความต้องการทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอย่างกลุ่มผู้ใช้แรงงาน (Blue Collar) จากแนวคิดนี้ทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสที่จะเข้ามาทำตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
เครื่องดื่มชูกำลังเริ่มเข้ามาตั้งแต่ปี 2520 โดยลิโพวิตันดี เข้ามาเป็นเครื่องดื่มชูกำลังรายแรกจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้บริษัทโอสถสภา ต่อมา ปี 2524 บริษัทไทยฟามาซูติคอล ได้ส่งกระทิงแดงเข้าสู่ตลาด ภายใต้สโลแกน กระทิงแดง...ซู่ซ่า” พร้อมกับรสชาติที่แตกต่างออกไปจากแบรนด์อื่นที่มีรสชาติคล้ายยา จึงทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ต่อมาในปี 2528 โอสถสภาได้ส่ง M-150 เพื่อออกมาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากกระทิงแดง ซึ่งในขณะนั้นกระทิงแดงครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงถึง 50% ในขณะที่ M-150ได้เพียง 4% จนกระทั่งในปี 2543 M-150 สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดมาเป็นอันดับหนึ่งแทนกระทิงแดงได้สำเร็จ โดย M-150 สามารถทำส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 40% แต่กระทิงแดงตกลงเป็นอันดับ ได้เพียง 33% และจนถึงทุกวันนี้ M-150 ยังคงเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึง 50%
เส้นทางสู่เจ้าตลาดของ M-150
กลยุทธ์ที่ M-150 ใช้ในการแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากกระทิงแดง คือ กลยุทธ์ Multi-Brand โดยการสร้างความหลากหลายของตัวสินค้า จากที่กระทิงแดงยังมีจุดอ่อนเนื่องจากใช้เพียงหนึ่งแบรนด์ในการเจาะตลาดทุกระดับทั่วประเทศ แต่มีความแข็งแกร่งอย่างมากในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น M-150 มองเห็นจุดอ่อนทางภาคใต้และภาคเหนือจึงออกแบรนด์ฉลามมาเพื่อให้ต่อสู้กับกระทิงแดง ซึ่งมุ่งเจาะตลาดทางภาคเหนือและภาคใต้ และยังไม่ทิ้งฐานที่มั่นสำคัญคือภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยใช้ก M-150 เป็นหัวหอกสำคัญเพื่อต่อสู้โดยตรงกับกระทิงแดง ด้วยวิธีการที่เรียกว่าการทำตลาดเชิงรุก (Offensive) แบบการจู่โจมจุดอ่อนของคู่แข่ง (Franking Attack) ในส่วนของลิโพวิตันดีก็มีการ Re-positioning ใหม่ เพื่อปรับภาพลักษณ์เจาะตลาดคนทำงานบริษัท (White Collar) นอกจากนั้น M-150 ยังใช้กลยุทธ์ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix: 4Ps) ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางการจัดจำหน่าย(Place) และ การส่งเสริมการขาย (Promotion) โดยที่ผลิตภัณฑ์จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้ทันสมัยมากขึ้น ด้านกลยุทธ์ราคาจะใช้วิธีการลดราคาจากขวดละ 12 บาท เหลือเพียงขวดละ 10 บาท
ด้านกลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย M-150 ได้ร่วมมือกับบริษัทเสริมสุขซึ่งมีการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มที่แข็งแกร่งครอบคลุมทุกพื้นที่ทำให้สามารถกระจายสินค้าเข้าสู่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึง และกลยุทธ์การส่งเสริมการขาย มีการจัดกิจกรรมจับรางวัลชิงโชค(Lucky Draw) การเปิดฝาแลกรับของรางวัล (Instant Win) รวมถึงวิธีการ Sports Marketing โดยการทำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนทางด้านกีฬา ด้วยแนวคิด "พลังเอ็ม...พลังใจเกินร้อย" และวิธีการ Localize Marketing เช่น เพิ่มกิจกรรมเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก จากการจัดกิจกรรมทัวร์คอนเสิร์ตลูกทุ่ง การฉายหนังกลางแปลงตามต่างจังหวัด
จากอัตราการขยายตัวของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่สูงขึ้นเนื่องมาจากการที่ทุกแบรนด์มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องและสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น ทำให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เริ่มสนใจที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจประเภทนี้ รวมถึง แอ๊ด คาราบาว ที่มีความสนใจในธุรกิจประเภทนี้เช่นกัน โดยผลิตเครื่องดื่มชูกำลังภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า คาราบาวแดง การเข้ามาของแบรนด์คาราบาวแดงนี้ส่งผลให้ตลาดเริ่มมีการแข่งขันอย่างดุเดือดมากขึ้น และที่สำคัญคือ แอ๊ด คาราบาว ซึ่งจัดได้ว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานอย่างมากได้มาเป็นเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้านี้เองอีกด้วย
ส่งผลให้ผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดใหญ่อย่าง M-150 และกระทิงแดงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อป้องกันการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะแบรนด์ M-150 ใช้วิธีการทำตลาดเชิงรุก (Offensive) และการทำตลาดเชิงรับ (Defensive) โดยใช้วิธีการ Re-positioning พร้อมกับปรับภาพลักษณ์ โดยเน้นกิจกรรมการตลาดด้านดนตรี (Music Marketing) เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มวัยรุ่น (Teenage) และกลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Generation) มีการนำนักร้องชายและหญิง ที่มีชื่อเสียงจากบริษัทแกรมมี่เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ โดยการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโฆษณา สื่อกลางแจ้ง การแสดงคอนเสิร์ต และกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เช่น การสนับสนุนกิจกรรมกีฬาชกมวย กีฬาฟุตบอล การประกวดวงดนตรีชิงแชมป์เวทีโลก นอกจากนี้ยังเน้นการทำกิจกรรม Below The Line เพื่อเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายด้วยการจับรางวัลชิงโชคอย่างสม่ำเสมอ M-150 ยังทำกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) มีโครงการอบรมและประกวดภาพยนตร์โฆษณา ชุดคลายร้อนให้โลก รวมถึง M-150 ยังเป็นแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังรายแรกที่มีการใช้สื่อโฆษณาผ่านโรงภาพยนตร์เพื่อหวังที่จะเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นให้ได้มากกว่าเดิม ความพยายามทำกิจกรรมการตลาดอย่างมากนี้เองจึงทำให้ M-150 เป็นแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังที่ใช้จ่ายงบโฆษณาการทำกิจกรรมทางการตลาดมากที่สุด
จากที่กล่าวมา เริ่มแรก M-150 ได้มีการใช้กลยุทธ์ทำกิจกรรมการตลาดในเชิงรุกจึงทำให้ M-150 สามารถกลายมาเป็นผู้นำทางการตลาดเครื่องดื่มชูกำลังได้สำเร็จ และมีการทำกิจกรรมทางการตลาดทั้งเชิงรุกและเชิงรับเรื่อยมาจึงยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งได้จนถึงปัจจุบันนี้
แนวทางการทำตลาดของ M-150
จากการที่แบรนด์ M-150 ได้เห็นช่องว่างจากการที่แบรนด์กระทิงแดงเริ่มออกตลาดต่างประเทศ ดังนั้น M-150 เริ่มใช้กลยุทธ์ในเชิงรุกเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ด้วยกลยุทธ์ส่วนผสมทางการตลาด ตลอดจนกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านกีฬาและกิจกรรมที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้แบรนด์ M-150 ยังเน้นการทำกิจกรรม Music Marketing เพื่อขยายไปยังกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังทำกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยวิธีการชิงโชค รวมถึงยังส่งเสริมกิจกรรม CSR ส่งผลให้เกิดการรับรู้ถึงภาพลักษณ์ที่ดี ซึ่งด้วยการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมประกอบกับโอกาสและช่องว่างทางการตลาดซึ่งถือได้ว่า M-150 ได้ดำเนินมาถูกทางแล้ว
การที่โอสถสภาจะทำการตลาดต่างประเทศ (Go Global) โดยการส่งแบรนด์ชาร์ก (Shark) ให้เป็นแบรนด์หลักในต่างประเทศก่อนเพื่อปูทางให้กับแบรนด์ M-150 นั้นเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มช่องทางการตลาด และเพิ่มยอดจำหน่ายได้ เนื่องจากตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะชะลอตัว ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมือง ประการสำคัญคือการที่ภาครัฐได้เข้ามาควบคุมการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยวิธีชิงโชคใต้ฝาซึ่งวิธีนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ใช้กระตุ้นการเติบโตของตลาดนี้ ดังนั้น M-150 ควรจะหาช่องทางการตลาดใหม่เพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการทำตลาด Global Brand นี้ ซึ่งจะเป็นการปรับภาพลักษณ์ของโอสถสภาให้ดูดีขึ้นในสายตาคนไทย และจะทำให้มูลค่าตลาดในไทยสามารถเพิ่มขึ้นได้ แต่การทำตลาดต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกลุ่มผู้บริโภคนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
หลังจากการที่โอสถสภาได้วางตำแหน่งแบรนด์ชาร์กให้มีบุคลิกผูกติดกับกลิ่นอายทะเล เพื่อให้เข้ากับชื่อของตราสินค้า ขณะที่กระทิงแดงได้วางตำแหน่งแบรนด์ด้วยบุคลิกกลุ่มคนเล่นกีฬาท้าทาย (Extreme Sports) และคนรุ่นใหม่ ดังนั้นถ้าหาก M-150 ต้องการจะสู่ตลาด Global Brand ก็ควรจะสร้างบุคลิกใหม่ให้มีความแตกต่างจากแบรนด์อื่น แต่ควรจะยังใช้คำขวัญ (Slogan) เดิมที่ว่า ไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย นี้ไว้เพื่อสร้างความเป็นสากล เพราะจากกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งของ M-150 ในด้าน Music Marketing นี้สามารถต่อยอดไปสู่การทำกิจกรรมการตลาดต่างประเทศได้ โดยอาจจะมีการนำศิลปินต่างประเทศที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลต่อกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น วง Linkin Park ซึ่งเป็นวงดนตรีร็อกแทนกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิง และ Rihanna ซึ่งเป็นนักร้องหญิงที่กำลังมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ให้เป็นตัวแทนของผู้หญิงรุ่นใหม่ นอกจากนั้นควรปรับเปลี่ยน Packaging ให้มีรูปแบบที่ทันสมัยและมีจุดเด่นเพื่อดึงดูดความสนใจผู้บริโภค เช่น การออกแบบรูปทรงให้บ่งบอกถึงความมีรสนิยม มีบุคลิกเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงการสื่อสารแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication: IMC) โดยอาจเป็นผู้ให้การสนับสนุน (Sponsor) การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต รายการดนตรี เช่น MTV และมีการทำเว็บไซต์ (Website) ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ใหม่

ทั้งนี้บทวิเคราะห์ที่ทางกลุ่มได้จัดทำขึ้น เป็นเพียงแนวความคิดและข้อเสนอแนะในการต่อยอดของการดำเนินธุรกิจ เพื่อขยายและหาโอกาสในการเพิ่มช่องทางการทำตลาด แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจในการทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการตลาดของคู่แข่ง สภาพเศรษฐกิจ การเมือง ดังนั้นถ้าหากว่าท่านเป็นผู้บริหารของ M-150 ท่านจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อขยายการตลาดให้เพิ่มขึ้น และยังคงสามารถครองความเป็นผู้นำทางการตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเอาไว้ได้ต่อไป

5 กันยายน 2551

เถ้าแก่น้อย

Guerrilla Marketing: กรณีศึกษา เถ้าแก่น้อย
บทความโดย นักศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล
โสภณ    รัตนจันทร์           กิตติพงศ์    แสงเจริญวนากุล
ดนัย      ทรัพย์พิทักษ์ดี     เทพ       นีรนาทภูรี
วุฒิชัย    ชาโญพงษ์           
“จุดเริ่มต้นของชัยชนะไม่จำเป็นจะต้องเริ่มจากเงินลงทุนมหาศาล ในทางกลับกันการหาลู่ทางที่คนอื่นมองข้ามแล้วรุกคืบด้วยความเงียบ เงินลงทุนจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ” นี่คือแนวคิดเล็กๆ ของกลยุทธ์เล็กๆ สำหรับธุรกิจเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จมานักต่อนัก กลยุทธ์ที่ว่านี้หลายๆคนรู้จักกันในนาม “กลยุทธ์การตลาดแบบกองโจร หรือ Guerrilla Marketing”
เถ้าแก่น้อยคืออะไร
บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2546 ซึ่งก่อตั้งมาเป็นระยะเวลา 5 ปี และเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มผลิตสาหร่ายทะเลอบกรอบ ภายใต้ตราสัญลักษณ์เถ้าแก่น้อย ภาพลักษณ์ของ เถ้าแก่น้อย คือ อาหารว่าง หรือ ที่เรียกกันว่าขนมขบเคี้ยว ที่ทำมาจากสาหร่ายทะเลที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และนอกเหนือจากรสชาติที่แสนอร่อย ผู้บริโภคยังจะได้รับคุณค่าทางอาหารอื่นๆอีก เช่น เส้นใยอาหาร โปรตีน ธาตุเหล็ก และ แคลเซียม ซึ่งสามารถเรียก เถ้าแก่น้อยอีกอย่างว่า เป็นอาหารทานเล่นเพื่อสุขภาพ
ผลิตภัณฑ์เถ้าแก่น้อยมาในรูปแบบของอาหารว่างพร้อมรับประทานซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายทั้งในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ขณะนี้ได้มีการผลิต สาหร่ายทะเลอบกรอบเถ้าแก่น้อยมี 4รสชาติ คือ รสคลาสสิค รสเผ็ด รสวาซาบิ รสต้มยำกุ้ง ซึ่งเหมาะกับความชอบของคนไทย ที่ชอบทานรสจัดเป็นผลที่ทำให้ เถ้าแก่น้อย เป็นผู้นำในตลาด ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดกว่า60 เปอร์เซ็นต์ ของตลาดสาหร่ายทอดในประเทศไทย เถ้าแก่น้อย มีการกระจายสินค้าอยู่หลายช่องทาง ซึ่งมีทั้งในร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และดิสเคาน์ สโตร์ เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถซื้อมารับประทานได้สะดวก
จุดเริ่มจากตี๋น้อยสู่เถ้าแก่น้อย
จากตี๋น้อยที่มีชื่อเล่นว่า ต๊อบ หรือคุณอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ที่มีความสนใจในด้านการค้าขายตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งขายของในเกมส์ออนไลน์ จนมาเปิดแฟรนไชน์สเกาลัด และด้วยความเป็นอาตี๋ที่มีความชอบในการรับประทานสาหร่าย จนเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้ตี๋น้อยคนนี้ก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมอาหารว่าง หรือขนมคบเคี้ยว  โดยเลือกสาหร่ายทะเลเป็นสินค้าหลักในการเข้าสู่ตลาด แต่ในการเข้ามาของเถ้าแก่น้อยนั้น เส้นทางนั้นไม่ได้ถูกปูด้วยพรมแดง หรือกลีบกุหลาบอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ก่อนที่เถ้าแก่น้อยจะก้าวมาประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมสาหร่ายนั้น เรียกได้ว่าต้องเผชิญกับปัญหามากมาย
บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โดยคุณอิทธิพัทธ์ กลุพงษ์วณิชย์ เริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดขนมขบเคี้ยวเพราะเห็นถึงช่องว่างของสาหร่ายทะเลอบกรอบในตลาดอาหารว่างหรือขนมขบเคี้ยว ที่ยังไม่มีคู่แข่งรายใดมีการผลิตและจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หรือมีตราสินค้าหรือ Brand ที่คนทั่วไปรู้จัก คุณต๊อบจึงเริ่มศึกษาวิธีการและแนวทางในการผลิตสินค้าออกมา จากนั้นจึงมองหาช่องทางในการจัดจำหน่าย
 “สมัยก่อนผมไม่มีความรู้อะไรเลย ผมเริ่มต้นผลิตและนำไปฝากขายตามร้านโชห่วย บางร้านก็รับ บางร้านก็ไม่รับ ผมต้องอ้อนวอนจนเจ้าของร้านยอมรับไว้ขาย แต่พอหนึ่งเดือนผ่านไป ผมกลับไปที่ร้านปรากฎว่าสาหร่ายก็ยังวางอยู่ที่เดิม”
คุณต๊อบเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อครั้งแรกเริ่มการเข้าสู่ตลาด และจากเหตุการณ์นี้เองทำให้คุณต๊อบคิดได้ว่า ด้วยช่องทางที่เข้าไม่ถึงผู้บริโภคอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ขายไม่ได้ และช่องทางที่ได้ติดต่อในตอนแรกนั้นก็ยังไม่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้จักตราสินค้าของเค้าได้
“แต่ถ้าจะให้ลงทุนหลายล้านบาททำโฆษณาก็คงจะไม่คุ้ม และจะทำอย่างดีหละที่จะทำให้คนรู้จักได้กว้างขวางและรวดเร็ว”
แนวคิดเริ่มแรกของคุณต๊อบที่จะสู้ต่อไปหลังจากผิดหวังกับการวางขายตามร้านโชห่วย ด้วยแนวคิดนี้เองทำให้คุณต๊อบเริ่มเข้าหาช่องทางที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยนั่นคือร้านสะดวกซื้อเปิด 24 ชั่วโมง หรือ 7-eleven นั่นเอง โดยการเลือกเข้าไปขายใน 7- eleven นี้เองเป็นการประหยัดงบประมาณกว่าถ้าจะสร้างการรับรู้ด้วยการทำโฆษณาที่ต้องสูญเสียเงินมหาศาลซึ่งผลตอบรับก็อาจจะยังไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ก้ได้ นอกจากนี้การนำสินค้าเข้า 7- eleven ก็จะเป็นการสร้างมาตรฐานตัวสินค้าเถ้าแก่น้อยเองด้วย นับได้ว่าเป็นแนวทางการใช้กลยุทธืแบบกองโจรวิธีหนึ่งที่คำนึงถึงงบประมาณที่มีอย่างจำกัด และเป็นการใช้ช่องทางเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันและผู้บริโภครับรู้ได้ด้วยความรวดเร็ว
แต่ในการที่จะเข้า 7- eleven นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมาตรฐานในการวางจำหน่ายที่มีอยู่สูงมากทำให้คุณต๊อบต้องมีการคิดโดยรอบคอบและปรับเปลี่ยนทัศนคติหลายๆอย่าง คุณต๊อบกล่าวว่า “เดิมทีแพคเกจของเถ้าแก่น้อยดูไม่น่าซื้อและออกแบบน่าเกลียด สินค้า OTOPบางอย่างยังมีรูปแบบที่ดีกว่าเสียอีก แต่ถ้าจะไปทำแบบสินค้าประเภทมันฝรั่งเช่น Lay’คงทำไม่ได้ เพราะต้นทุนสูง” แต่ภายหลังจากการค้นหาข้อมูลทางคุณต๊อบได้เปลี่ยนทัศนคติใหม่ “ผมเริ่มหาข้อมูลโดยการเรียนรู้และค้นคว้าเพิ่มเติม แล้วก็รู้ว่าจริงๆ แล้วการทำแพคเกจคล้ายกับ Lay’s นั้นไม่ได้ลงทุนสูงอย่างที่คิด มันมีทางเลือกมากมายหลากหลาย” ด้วยเหตุนี้เองคุณต๊อบจึงได้การเปลี่ยนแปลงแพคเกจให้ดูน่าซื้อมากขึ้น และคิดใหม่ว่า
“จริงๆแล้วสินค้าเถ้าแก่น้อยนั้นสามารถพัฒนาได้อีกมาก ตัวอย่างเช่น สินค้าเก็บได้อาทิตย์เดียว ทำอย่างไรจะเก็บได้ เดือน คำตอบก็คือการเปลี่ยนแพคเกจนอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์ของเถ้าแก่น้อยดูดีขึ้นแล้วการเก็บรักษาก็ยังดีขึ้นด้วย”
จากการที่คุณต๊อบ ปรับเปลี่ยนรูปแบบต่างๆของเถ้าแก่น้อยและสร้างมาตรฐานให้กับสินค้าเถ้าแก่น้อยจนได้มาตรฐานตามที่  7-elevenวางไว้ในการรับสินค้าวางขาย เถ้าแก่น้อยจึงได้สอดแทรกเข้าไปในกลุ่มอาหารว่างหรือขนมขบเคี้ยว ในกลุ่มเดียวกันกับ มันฝรั่งเลย์ และเทสโต ซึ่งทำให้ลูกค้า เกิดความเข้าใจว่า สาหร่ายทะเลอบกรอบของเถ้าแก่น้อย อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ที่สามารถซื้อรับประทานได้ตลอดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นโอกาส สำหรับทานเล่น งานเลี้ยง ปาร์ตี้ อีกทั้งยังเป็นขนมทานเล่นเพื่อสุขภาพอีกด้วย ซึ่งสามารถเพิ่มความถี่ในการซื้อ และรับประทานอีกด้วย อีกทั้งยังออกแบบหีบห่อให้มีลักษณะเดียวกันกับขนมทานเล่นทั่วไป เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงลูกค้าว่า ซื้อได้บ่อย ทานได้ถี่ เพื่อความอร่อยและสุขภาพ
กลยุทธ์พิชิตใจผู้บริโภค
ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะต้องการทำให้ เถ้าแก่น้อยเป็นตราสินค้าในใจของผู้บริโภคในเรื่องของสาหร่าบทะเลอบกรอบ หรือเน้นการทำให้เถ้าแก่น้อยเป็น Generic Brand เมื่อผู้บริโภคนึกถึงสาหร่ายต้องเรียกว่าเถ้าแก่น้อย เป็นกรณีเดียวกันกับมาม่า และ Xerox ซึ่งเมื่อผู้บริโภคเห็นสาหร่ายยี่ห้ออื่น ก็ต้องเรียกว่าเถ้าแก่น้อยนั่นเอง
กลยุทธ์ที่คุณต๊อบมองเห็นในการเข้าตลาดผ่านทาง 7-eleven และจะทำให้เถ้าแก่น้อยบรรลุวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ก็คือ กลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” โดยเปรียบผู้บริโภคเป็น เมือง” ส่วน 7-eleven เป็น ป่า” ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายอีกทั้ง เสียเงินแค่ 500,000 บาท สำหรับกลยุทธ์ในการทำให้ผู้บริโภครู้จัก โดยมีการทำแพคเกจที่ราคา 10  บาท เน้นราคาถูกไว้ก่อน เพราะ ใครๆก็ซื้อได้ และเป็นการได้ลองทาน นอกจากนี้คุณต๊อบยัง ตั้งชื่อกลยุทธ์ด้วยตนเองอีกกลยุท์ก็คือ “Give Marketing” โดยในระยะเวลา เดือน โดยมีสโลแกน “ขาดทุนคือกำไร โดยแบ่งตามอัตราส่วน  40% แจกฟรี และ 60% ไว้ขาย เป็นกลยุทธ์ที่ให้สินค้าฟรีกับทางลูกค้าได้ลองทานในสิ่งที่ดี ที่ผ่านคัดสรรแล้ว โดยแจกผ่านตาม โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นการใด้ใจผู้บริโภค แต่มีการแอบแฝง เพื่อที่ต้องการจะบอกให้ลูกค้ารู้ว่า ตอนนี้สินค้าเถ้าแก่น้อยมีวางจำหน่ายใน 7-Elevenซึ่งเมื่อลูกค้าชอบสินค้า ก็สามารถไปหาซื้อได้ที่นี่ได้ สำหรับหลักการผลิตนั้นเถ้าแก่น้อยจะเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง และผลิตสินค้าออกมาให้ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค นี่ก็คือหลักของการให้ ที่ทางเถ้าแก่น้อยกำลังสื่อสารต่อผู้บริโภคนั่นเอง
เถ้าแก่น้อยกับคู่แข่งที่ทัดเทียม
เมื่อเถ้าแก่น้อยสามารถก้าวสู่ตลาดขนมขบเคี้ยวได้อย่างมั่นคง และก้าวสู่ผู้นำตลาดสาหร่ายอบกรอบ ด้วย(แนวความคิดของกลยุทธ์รูปแบบกองโจร อย่างไรก็ตามทางเถ้าแก่น้อยยังต้องเจอกับคู่แข่งโดยตรงที่เข้าตลาดมาภายหลังและมาท้าดวลในตลาดสาหร่ายอบกรอบ ซึ่งคือสาหร่ายอบกรอบยี่ห้อ ตี๋เล็ก เอ็มทาโร่ ทริปเปิ้ล-เอ็ม และ เถ้าแก่เนี้ย และคู่แข่งทางอ้อม ซึ่งคือขนมขบเคี้ยวมันฝรั่ง อย่างเลย์ และเทสโต ซึ่งทางเถ้าแก่น้อย ยังคงทำการตลาดแบบกองโจรอย่างต่อเนื่อง โดยการย้ำถึงคนรักสุขภาพ ที่ต้องการทานขนมขบเคี้ยวที่เป็นแบบ แคลอรี่ต่ำ และย้ำถึงเป็นผู้ผลิตรายแรก ซึ่งแสดงถึง การเป็นต้นกำเนิด (Origin) ในการผลิตและจำหน่ายสาหร่ายอบกรอบในประเทศไทย และอีกทั้งได้ทำการแตกแบรนด์ใหม่ ซึ่งคือสาหร่ายยี่ห้อเคอร์ฟ (Curve) ซึ่งเป็นสาหร่าย เพื่อสาวรักสุขภาพ เป็นการตอกย้ำภาพความเป็นเบอร์ 1 ของตลาดสาหร่ายอบกรอบ ซึ่งเป็นอีกวิธีการที่เป็นการโจมตี ขนมขบเคี้ยวที่มีแคลอรี่สูง และ อีกทั้งยังเป็นการโจมตี คู่แข่งของตลาดสาหร่ายอบกรอบ ว่าถ้าคุณจะเลือกซื้อและรับประทานสาหร่ายอบกรอบควรเลือกเถ้าแก่น้อย ที่เป็นต้นกำเนิดของสาหร่ายอบกรอบ ทั้งหมดนี้ทางเถ้าแก่น้อยสามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ดีเมื่อเถ้าแก่น้อยกลายเป็นหนึ่งในทัพใหญ่ แน่นอนแม่ทัพใหญ่อย่างเถ้าแก่น้อยก็ถูกศัตรูทางการตลาดใช้กลยุทธ์แบบกองโจรย้อนรอยกับมาโจมตีได้เช่นกัน  ตัวอย่างเช่น เถ้าแก่เนี้ยสาหร่ายทอดกรอบ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของเถ้าแก่น้อยในการจำหน่ายออกสู่ตลาดต่างประเทศ ได้เห็นถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาสู้ในตลาดสาหร่ายทอดกรอบ เถ้าแก่เนี้ยใช้ช่องว่างในการจัดจำหน่ายที่เถ้าแก่น้อยมองข้ามไป นั่นคือการส่งถึงบ้าน หรือ บริการเดลิเวอรี่ ทำให้เถ้าแก่เนี้ยได้รับความสนใจได้ในระดับหนึ่งทีเดียว นี่ก็เป็นการใช้กลยุทธ์รูปแบบกองโจรของเถ้าแก่เนี้ย ที่ทำให้เถ้าแก่น้อยได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน
จากเถ้าแก่น้อยสู่เถ้าแก่ใหญ่
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเถ้าแก่น้อย เกิดจากการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ไร้รูปแบบตายตัวของกลยุทธ์แบบกองโจร และทำไมเถ้าแก่น้อยถึงต้องใช้กลยุทธ์นี้ สิ่งแรกทางบริษัทเถ้าแก่น้อยต้องมีการลงทุนค่อนข้างสูงในการเข้าสู่ตลาดขนมขบเคี้ยว ซึ่งทางเถ้าแก่น้อยต้องหากลยุทธ์ทางการตลาดที่ลงทุนต่ำ แต่ผลตอบแทนกลับมาค่อนข้างสูง  ซึ่งเหมาะกับธุรกิจของเถ้าแก่น้อย และทำให้เกิดความสมดุลทางการเงินภายในบริษัทฯมากขึ้น โดยเถ้าแก่น้อยแค่หาช่องว่างหรือในสิ่งที่คู่แข่ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ยังไม่มีการดำเนินการในตลาด และบุกจู่โจมไปยังจุดนั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนของคู่แข่ง โดยที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัว
จากการเรียนรู้ที่มาและที่ไปของ บริษัท เถ้าแก่น้อย ทำให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่นอกเหนือจากกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ นั่นก็คือการออกสินค้าที่เหมาะสมและทันกับสถานการณ์ ดังนั้นทางเถ้าแก่น้อยได้ดำเนินการลงทุนในการค้นคว้า และพัฒนาคุณภาพของสินค้าอย่างต่อเนื่อง หรือการทำ Research and Development  อย่างเช่นการออกสาหร่ายอบกรอบ เคอร์ฟ (Curve) มาเพื่อทันกับกระแสรักสุขภาพ ทั้งหมดนี้เองสามารถตัดสินได้ว่า นอกจากมุมมองทางการตลาดที่แยบยลแล้วการทำวิจัยและพัฒนาสินค้าก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เถ้าแก่น้อยประสบความสำเร็จ เช่นทุกวันนี้
สูตรลับการปรุงรสของเถ้าแก่น้อย
แน่นอนว่าทุกๆบริษัทจะต้องมีสูตรลับที่ทำให้ผู้บริโภคติดใจในรสชาติของขนมขบเคี้ยว และแน่นอนว่าก็คงจะไม่มีใครเปิดเผยถึงสูตรลับนี้ แต่ไม่ใช่กับคุณต๊อบ ซึ่งเปิดเผยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า
“ถ้าเราจะได้ใจผู้บริโภค เราต้องเปิดเผย ไม่ปิดบัง รายละเอียดต่อผู้บริโภคได้รับรู้ เพราะว่านี่คือธุรกิจเปิด และสูตรลับของผมก็คือผมจะใส่ความรักที่ผมมีต่อสาหร่ายลงไปในทุกๆขั้นตอนของการผลิต
และคุณต๊อบยังกล่าวย้ำปิดท้ายว่า “ผมเป็นผู้ชายที่กำลังตกหลุมรักผู้หญิงคนนึงซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็คือเถ้าแก่น้อยนี่แหละ เป็นผู้หญิงที่ผมจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ทำให้เค้ามีความสุข เพราะเมื่อเถ้าแก่น้อยมีควมสข ผมเชื่อว่าผู้บริโภคก็จะมีความสุขเมื่อรับประทานสาหร่ายเถ้าแก่น้อยของผม”
สุดท้ายสูตรลับของเถ้าแก่น้อยก็คือ ให้ความรักกับสินค้าเหมือนเป็นแฟนของคุณเอง ดูแล เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และ ทุ่มเททุกอย่าง ให้ความรัก เมื่อคนเราทำสิ่งที่เรารักก็จะประสบความสำเร็จ
ReferencesLevinson, Jay Conrad Z1984) Guerrilla Marketing: Secrets for Making Big Profits from Your Small BusinessBostonHoughton Mifflin Company.
นิตยสาร SMEs Today ฉบับที่ 69 ประจำเดือนกรกฎาคม 2551
สุมาส นพรัตน์ (2547) http://www.marketeer.co.th/inside_detail.php?inside_id=2721 

เนเจอร์กิืฟ

ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์” เผยเคล็ดลับ “เนเจอร์กิฟ” ขึ้นแท่นอันดับ 1 กาแฟลดความอ้วนกันยายน 23, 2010

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 260
สัมภาษณ์พิเศษ
สุจิต เมืองสุข
“ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์” เผยเคล็ดลับ “เนเจอร์กิฟ” ขึ้นแท่นอันดับ 1 กาแฟลดความอ้วน
“จดหมาย จากผู้ที่ดื่มกาแฟลดความอ้วนเนเจอร์กิฟ เขียนขอบคุณที่ทำให้น้ำหนักลดลง สุขภาพดีขึ้น และเขานำไปลงเป็นเนื้อหาโฆษณา ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เนเจอร์กิฟ กลายเป็นที่รู้จักแบบก้าวกระโดด”
“พอเริ่มโตก็โตปีละ 100 เปอร์เซ็นต์ 200 เปอร์เซ็นต์ และ 500 เปอร์เซ็นต์”
ตื่นเต้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโฆษณาอาหารเสริมประเภทหนึ่งทางหน้าสื่อ อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรทัศน์ หรือ วิทยุ เพราะน้ำเสียงที่สื่อออกมากระตุ้นให้เกิดข้อสงสัยในเนื้อหาโฆษณาชิ้นนั้น ยิ่งตัวละครนำในโฆษณามีรูปร่างสะดุดตา ยิ่งอยากได้ใคร่รู้มากขึ้น และมาเข้าใจในช่วงสุดท้ายว่าเป็นอาหารเสริมลดน้ำหนัก ประเภทกาแฟ ที่ขึ้นแท่นขายดีเป็นอันดับหนึ่ง
“เนเจอร์กิฟ” เป็นแบรนด์โฆษณาที่ผลิตออกมาหลายชิ้นและสร้างความตื่นเต้นให้น่าสนใจในเนื้อหาทุกชิ้น
ท้าย ที่สุด ความเข้าใจว่าอาหารเสริมเนเจอร์กิฟ มีเฉพาะ “กาแฟ” ผิดถนัด เพราะเมื่อได้รุกตลาดสัมผัสกับ “เนเจอร์กิฟ” ตัวจริงเสียงจริง ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารเสริมชนิดชง อาทิ โกโก้ น้ำขิง อาหารเสริมชนิดแคปซูลบำรุงร่างกายอีกจำนวนหนึ่ง
ในทางตลาด แบรนด์เนเจอร์กิฟ ติดท็อปฮิตในช่วงเวลา 5 ปีเศษให้หลัง แล้วก่อนหน้านั้นคืออะไร
ผู้ ที่ให้คำตอบได้เยี่ยมยอดที่สุด เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ เจ้าของและผู้จัดการใหญ่ ห.จ.ก.เนเจอร์กิฟ 711, ห.จ.ก.เนเจอร์กิฟ (ประเทศไทย) และ ห.จ.ก.ดีเค เฮ็ลธ โปรดัคท์
เด็กสลัม ขายทุกสิ่ง

สู้ชีวิตก่อนเติบโต
“พอ เริ่มโตก็โตปีละ 100 เปอร์เซ็นต์ 200 เปอร์เซ็นต์ และ 500 เปอร์เซ็นต์” ประโยคนี้ชี้ให้เห็นว่า สินค้าเป็นที่รู้จัก จำหน่ายและขายได้ หากขีดเป็นเส้นกราฟก็คงทบเส้นกราฟได้หลายตลบ!!
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้…
“เส้นทางเศรษฐี” ขอให้ ดร.กฤษฎา เล่าย้อนความเป็นมา ก่อนประสบความสำเร็จในกิจการผลิตและจำหน่ายอาหารเสริมแบรนด์โต
ดร.กฤษฎา ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมเล่าย้อนเก่าก่อนถึงสมัยเด็กที่ชีวิตแร้นแค้น มากมายว่า เกิดและเติบโตในสลัม อยู่บ้านเช่าขนาด 3 คูณ 4 เมตร กับพ่อแม่พี่และน้องๆ รวม 8 ชีวิต และเป็นอยู่อย่างนั้นกระทั่งอายุ 22 ปี
“ห้อง เช่าราคาเดือนละ 20 บาท คุณพ่อหาบก๋วยเตี๋ยวแคะขาย คุณแม่เย็บผ้าอยู่บ้านตั้งแต่เช้ามืดถึงดึก ผมไม่เคยรู้จักว่าความสบายเป็นอย่างไร ได้เรียนหนังสือตอนอายุ 9 ขวบ เข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้เรียนก็เพราะหลอกแม่ว่าถ้าไม่ให้เรียนตำรวจจับ”
ในวัยเด็กที่ มีไม่เหมือนคนอื่น ดร.กฤษฎาถือว่าไม่ใช่ความโชคร้ายแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้ตั้งใจเก็บออมและทำความหวังให้ประสบความสำเร็จ ให้ได้
ประถมศึกษาปีที่ 1 เด็กชายกฤษฎาพาตัวเองเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดสระเกศ ในวันธรรมดาไปโรงเรียนเขาตั้งใจเรียนอย่างเดียว เมื่อวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ทุกครั้ง ช่วงสายในวัย 9 ปีของ ดร.กฤษฎาเขาจะไปรับขนมจากปากคลองตลาดมาขายเพื่อนๆ ในชุมชน ขายขนมหมดราวช่วงสายต่อด้วยไอติมแท่ง ที่ต้องเดินข้ามแยกถนน 4 เส้น ไปให้ถึงย่านวรจักร นำมาขายในชุมชนเช่นเดิม
วันพิเศษสุดที่ต้องตื่น แต่เช้ากว่าทุกวัน คือวันออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล อันเป็นความหวังเล็กๆ ของคนมีรายได้น้อย เด็กชายกฤษฎาต้องเดินเท้ากึ่งวิ่งเพื่อให้ทันเวลา ไปจองคิวให้ได้คนแรกสำหรับการรับเรียงเบอร์มาขาย ตกบ่ายรางวัลออกเสร็จสรรพแปรสภาพเป็นเด็กขายเรียงเบอร์แยกหัวลำโพง หมดก็เข้าบ้าน แต่ถ้าไม่หมดต้องหอบเรียงเบอร์มาขายหนังรอบทุ่มและรอบดึกที่โรงหนังคิงส์ และควีนส์ ย่านวังบูรพา เลิก
ดร.กฤษฎา ดำเนินชีวิตในวัยเด็กเช่นนี้มาตลอดการเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 เลยเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษาที่แอบสอบเข้าเรียนและขอให้ผู้ปกครองเพื่อนลงลาย มือชื่อรับรองให้
แม้วัยเด็กที่น่าจะมีโอกาสได้วิ่งเล่นตามประสา ไม่ได้เกิดขึ้นในชีวิตของ ดร.กฤษฎา แต่เขาไม่เคยน้อยใจในโชคชะตา คงเก็บหอมรอมริบจากเงินที่ขายขนม ไอติมและเรียงเบอร์ ผ่อนเบาภาระครอบครัวเสมอ
“นักธุรกิจ” คือความฝัน

เรียนรู้ทุกอย่างเป็นพื้นฐาน
คะแนน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของ ดร.กฤษฎาอยู่ในระดับ 1 หรือ 2 มาโดยตลอด กระทั่งถึงเวลาสอบเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ดร.กฤษฎาได้ทุนเรียนดียากจน จำนวน 300 บาท พอเป็นแรงใจให้มุ่งมั่น โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเป้าประสงค์หลัก
“ผมอยากเรียนแพทย์ แต่เวลาเรียนนานและใช้ทุนเยอะ เมื่อผมไม่มีเงินก็ต้องเรียนอาชีพที่ทำเงินได้ จึงเลือกเรียนวิศวะ และติดได้โดยไม่ต้องกวดวิชาเหมือนเด็กอื่น”
อาหารมื้อกลางวันระหว่าง เรียน คือ ข้าวแกงริมถนนติดรั้วมหาวิทยาลัย ราคา 2 บาท น้ำกลั้วคอเป็นน้ำฟรีที่มหาวิทยาลัยบรรจุเครื่องไว้ให้ดื่ม ดร.กฤษฎาจำกัดมื้ออาหารไว้ให้ตัวเองเพียงเท่านี้
ชีวิตวัยเด็กถึงวัย รุ่นของ ดร.กฤษฎาไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่มีความทะเยอทะยาน ดร.กฤษฎา บอกว่า ในวัยเด็กเขายืนมองรถวิ่งผ่านไปมาบนถนน ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีรถยุโรปดีๆ ใช้สักคัน มีบ้านหลังใหญ่ที่มีรั้วรอบขอบชิด มีสนามหญ้ากว้างให้วิ่งเล่น
“ความฝันของผมจะเป็นจริงได้ ถ้าผมมีธุรกิจเป็นของตัวเอง”
แรงกระตุ้น หนึ่งที่ทำให้ ดร.กฤษฎาตั้งเป้าอยากเป็นนักธุรกิจ คือ การตระเวนอ่านหนังสือตามหอสมุดแห่งชาติ และ บันไดโบสถ์วัดสุทัศน์ และมีโอกาสอ่านประวัติเศรษฐีระดับโลก เกิดแรงบันดาลใจ โดยยึด เฮนรี่ ฟอร์ด เจ้าของธุรกิจรถยนต์แบรนด์อเมริกัน “ฟอร์ด” เป็นแบบอย่าง
หลังเรียน จบปริญญาตรีไม่ถึงสัปดาห์ อาชีพวิศวะที่ขาดแคลนในช่วงนั้นทำให้โอกาสเข้าถึง ดร.กฤษฎา การไฟฟ้านครหลวง วัดเลียบ เรียกตัวให้เข้าไปทำงานเริ่มสตาร์ตด้วยเงินเดือน 1,550 บาท และเป็นก้อนที่ใช้เลี้ยงคนทั้งครอบครัว
ดร.กฤษฎา บอกว่า เขาทำงานอยู่การไฟฟ้านครหลวงไม่นานนัก ก็ตัดสินใจลาออกเพื่อหาประสบการณ์การเป็นนักธุรกิจ เขาเห็นว่านักธุรกิจควรรู้หลายเรื่อง หากยังเดินหน้าทำงานการไฟฟ้านครหลวงต่อไป สิ่งที่ควรรู้สำหรับนักธุรกิจจะไม่เกิดขึ้นกับเขาอย่างแน่นอน
ดร.กฤษฎา ต้องการเรียนรู้ในทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ แต่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน จึงคิดแบบเรียบง่ายเท่าที่คิดได้ คือ การเรียนรู้การสั่งซื้อของจากต่างประเทศ จึงตัดสินใจเข้าทำงานบริษัทนำเข้าของจากต่างประเทศ แต่น่าเสียดายที่ ดร.กฤษฎาได้รับตำแหน่งให้ควบคุมงานด้านการช่าง ซึ่งเขาไม่คิดว่าโชคร้ายเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยงานด้านนี้สอนให้รู้จักวิธีคิดงาน วิธีการประมูล
แต่ แล้วโชคเข้าข้างเมื่อบริษัทนำเข้าอีกแห่งทาบทามให้ไปทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้ จัดการฝ่ายต่างประเทศ ตลอดปีเศษที่ทำงานตำแหน่งนี้ สอนให้ ดร.กฤษฎาเข้าใจธุรกิจต่างประเทศเป็นอย่างดี
ตั้งบริษัทด้วยเงินก้อนแรก

นำเข้าสินค้าต่างประเทศ
ปี 2519 เป็นปีที่ ดร.กฤษฎา นำเงินที่รวบรวมได้จากน้ำแรงตลอด 3 ปีที่ทำงาน เป็นเงิน 50,000 บาท ก่อตั้งบริษัท ดร.กฤษฎาทำหน้าที่เจ้าของและพนักงานบริษัทเพียงคนเดียว เริ่มธุรกิจการนำเข้าเพื่อจำหน่ายอุปกรณ์ไฮโดรลิกส์ จากสหรัฐอเมริกา และอุปกรณ์นิวแมติค จากอังกฤษ
เพราะเงินทุนไม่สูง ธุรกิจการนำเข้าสินค้าจึงต้องใช้เครดิตจากธนาคารเพื่อเปิด LC ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการชำระเงินทางการค้าระหว่างประเทศ แต่ ดร.กฤษฎาไม่มีเงิน สิ่งที่ทำได้คือ รอเวลาและมองหาช่องทางเงินตรา
ด้วย อุปนิสัยชอบช่วยเหลือคน ดร.กฤษฎาจึงได้รับการช่วยเหลือสะท้อนกลับ เมื่อชาวไต้หวันที่เคยช่วยลงลายมือชื่อในตำแหน่งวิศวกรให้โดยไม่คิดค่าใช้ จ่าย ยื่นมือให้ความช่วยเหลือเมื่อ ดร.กฤษฎาเอ่ยปากขอยืมเครดิตเพื่อเปิด LC ทำให้การทำธุรกิจซื้อขายกับต่างประเทศคล่องตัวขึ้น
เครื่องทำน้ำ ร้อนไฟฟ้า แก๊ส และแสงอาทิตย์ เครื่องล้างจานเป็นสินค้านำเข้ามาจำหน่ายในยุคแรก แต่เส้นทางธุรกิจของ ดร.กฤษฎาไม่สวยหรูเสมอไป กำไรไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง ทำให้บางเดือนต้องขอให้คุณแม่กู้เงินคนขายปาท่องโก๋แถวบ้านมาจ่ายเงินให้กับ ลูกน้องที่จ้างมาช่วยงาน 1-2 คน ทุกเดือน
ราว 4 ปี ดร.กฤษฎาเปลี่ยนมุมมองเป็นธุรกิจขายเครื่องฟอกอากาศจากสิงคโปร์ ได้รับการตอบรับระดับหนึ่ง พอสร้างเม็ดเงินเป็นทุนหมุนเวียนให้กับธุรกิจได้บ้าง แต่ไม่นานนักเมื่อเครื่องฟอกอากาศลดคุณภาพลง ทำให้ลูกค้าลดลงด้วย จึงคิดผลิตเครื่องฟอกอากาศเอง
คำว่า นักธุรกิจ เข้ามาในชีวิตของ ดร.กฤษฎานานราว 11 ปี ดร.กฤษฎาตัดสินใจก่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องฟอกอากาศของตนเอง ใช้ชื่อว่า “AEROCLEAN” สั่งอุปกรณ์นำเข้ามาสำหรับผลิตจากเยอรมนี อเมริกา และญี่ปุ่น ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศรายแรกที่ผลิตและขายในเมืองไทย โดยคนไทยเอง จนยอดขายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ทำให้ครอบครัว ดร.กฤษฎา ลืมตาอ้าปากได้มีเงินในหลักร้อยล้าน จึงซื้อบ้านและรถยนต์ ที่ดินจำนวนหนึ่ง ทั้งยังนำเครื่องเครื่องกรองน้ำจากอเมริกามาจำหน่ายเป็นสินค้านำเข้าที่น่า สนใจในยุคนั้น
คว้าน้ำเหลว “ธุรกิจขายตรง”

แบบอย่างที่น่าจดจำ
ระหว่าง นั้นมีสิ่งที่นักธุรกิจอย่าง ดร.กฤษฎาต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมาก ดร.กฤษฎาไม่เคยปล่อยให้เวลาเสียไป ยังคงเข้ารับการอบรม สมัครเข้าเรียนคอร์สสั้นๆ ในทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การเขียนจดหมายธุรกิจ การขาย การโฆษณา การตลาด การอบรมเส้นทางสู่นักบริหาร การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งยังสมัครเข้าอบรมการปลูกพืช การผลิตปุ๋ย และการเกษตรธรรมชาติคิวเซ เพื่อนำมาพัฒนาที่ดินที่ซื้อไว้ในจังหวัดลพบุรี จำนวนกว่า 500 ไร่
ช่วง เวลาเดียวกัน “ธุรกิจขายตรง” เริ่มแพร่หลาย ดร.กฤษฎาได้รับคำแนะนำจากชาวญี่ปุ่นคุยทฤษฎีขายตรงให้ฟัง ทำให้ ดร.กฤษฎาตั้งใจเอาดีทางธุรกิจขายตรง เพราะเห็นว่าธุรกิจเช่นนี้ ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้โดยไม่ต้องลงทุน และเป็นการทำธุรกิจที่ทุกคนเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเอง
แนวคิดของ ดร.กฤษฎา ไม่มีใครแย้งว่าผิด แต่เมื่อ ดร.กฤษฎาลองทำในสิ่งที่เขาให้ความสนใจ ยิ่ง กลับเห็นว่าธุรกิจขายตรงอาจไม่เหมาะกับตัวเอง
“ธุรกิจขายตรงต้องมี ภาพพจน์ พูดเก่ง น่าเชื่อถือ โน้มน้าวเป็น แต่เราพูดไม่เก่ง เราเป็นนักวิชาการ ความน่าเชื่อถือก็ไม่มีเพราะเราไม่เคยมีประวัติในวงการนี้ การโน้มน้าวก็ไม่เป็น สุดท้ายเราก็เจ๊ง”
เจ๊งในที่นี่ ดร.กฤษฎา หมายถึง ช่วงที่เขาตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าเป็นอุปกรณ์คล้ายเครื่องนวด และได้ไปเรียนทฤษฎีการขายตรงที่ไต้หวัน แต่ท้ายที่สุดธุรกิจนี้ก็ไม่รอด
ประจวบ เหมาะกับความตั้งใจพัฒนาที่ดิน 555 ไร่ ที่จังหวัดลพบุรี ให้เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคา โดยจัดสรรพื้นที่เป็นทะเลสาบและคิดแบ่งพื้นที่ขายแปลง แต่เมื่อลงทุนไปเกินครึ่งโครงการกลับต้องชะงัก เมื่อภาวะทางเศรษฐกิจประสบปัญหา “ฟองสบู่แตก” ในปี 2540 ธนาคารไม่ปล่อยเงินกู้ แต่ ดร.กฤษฎาต้องการให้โครงการแล้วเสร็จตามที่ตั้งใจ จึงยอมนำเครื่องกรองน้ำรุดสต๊อค นำเงินมาก่อสร้าง เมื่อไม่แล้วเสร็จ จึงหันกลับไปนำเครื่องฟอกอากาศรุดสต๊อค แต่โครงการก็ยังไม่ได้ตามเป้า
เป็น ความล้มเหลวทางธุรกิจของ ดร.กฤษฎาที่เขาจดจำไว้ไม่เคยลืม แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความมุ่งมั่นสู่เส้นทางการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความ สำเร็จหายไป
ฟองสบู่แตก ติดลบ-หนี้พอก

เริ่มผลิตอาหารเสริมพืช-สัตว์
หลัง เหตุการณ์ฟองสบู่แตก ปี 2540 ผ่านพ้น เมื่อเงินจม สินค้าไม่มี รายได้ไม่เข้า เครดิตธนาคารไม่เหลือ ครอบครัวจ่างใจมนต์กลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกครั้ง
“ธนาคารโทรศัพท์ทวง เงินทุกเดือน ตอนนั้นเป็นหนี้ 50 กว่าล้านบาท ดอกเบี้ยตอนนั้น 19 เปอร์เซ็นต์ต่อปี หนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายต้องให้ธนาคารยึดโรงงานเครื่องฟอกอากาศ ออฟฟิศย่านตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี ที่ดินกว่า 60 ไร่ตัดจากทั้งหมด 555 ไร่ที่จังหวัดลพบุรี ที่เหลือเป็นเงินที่ต้องใช้หนี้ธนาคารอีกราว 7 ล้านบาท”
สิ่งที่เหลือพอจะทำทางเป็นอาชีพได้ขณะนั้น คือ ที่ดินที่ยังเหลืออยู่ราว 500 ไร่!!
ดร.กฤษฎา และภรรยา จึงบ่ายหน้าเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรม เรียนรู้และเอาจริงกับการปลูกแก้วมังกร ผลไม้ที่ติดอันดับความสนใจในยุคนั้น แต่ผลผลิตที่ผันเป็นเงินได้เฉพาะฤดูที่ให้ผล ทำให้เงินสำหรับใช้หนี้ธนาคารทุกเดือนขาดมือ
ดร.กฤษฎา เล่าถึงความคิดตอนนั้นว่า ผมคิดว่าปลูกแก้วมังกรอย่างเดียวคงไม่รอด ใช้หนี้ธนาคารไม่หมดแน่ จึงใช้ความรู้ที่พอมีศึกษาและทดสอบเกี่ยวกับวิตามินและแร่ธาตุสำหรับบำรุง รักษาต้นไม้ และได้ผลเมื่อต้นไม้ที่ได้วิตามินและแร่ธาตุที่ผลิตขึ้นกลับผลิดอกออกผลเร็ว และรสชาติดี จึงผลิตขายพอเป็นรายได้ พร้อมกับคิดค้นวิตามินและแร่ธาตุสำหรับสัตว์ เมื่อทดสอบกับกุ้ง พบว่า กุ้งดีดตัวได้สูง ซึ่งหมายความว่าวิตามินที่คิดค้นได้ผลดีกับสัตว์เช่นเดียวกัน
แต่ วิตามินที่เป็นอาหารเสริมสำหรับพืชและสัตว์ก็ไม่ได้ให้ผลกำไรและเติบโตได้ดี ในตลาดการค้าเกษตรอย่างที่คิด ดร.กฤษฎาจึงเบนเข็มหันมาให้ความสนใจกับการผลิตอาหารเสริมสำหรับคนแทน
ทำแบรนด์ “เนเจอร์กิฟ”

ทุ่มตลาดขายตรง ไม่สำเร็จ
อาหาร เสริมยุคแรกเกิดขึ้นในนามของ “เนเจอร์กิฟ” เป็นรูปลักษณ์แคปซูลบรรจุกระปุก ดร.กฤษฎาให้ลูกชายคนโตเดินขายย่านวังหลัง ศิริราช แต่หมดท่าเมื่อขายไม่ได้แม้แต่ขวดเดียว แม้จะทำข้อมูลประกอบให้เห็นถึงคุณภาพของอาหารเสริมแต่กลับไม่ได้รับความสนใจ แม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเดินเข้าไปขอวางขายในร้านขายยา กลับถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง
“แบรนด์เนเจอร์กิฟสมัยนั้นคงไม่รู้จัก เคยไปเสนอให้ร้านขายยา เขาไม่คุยบอกแค่ให้เอาวางไว้แล้วจะติดต่อกลับ แต่ไม่มีสักรายที่ติดต่อกลับมา”
หลังจากนั้น “ธุรกิจขายตรง” ก็กลับมาให้ ดร.กฤษฎาได้รู้จักอีก เป็นบริษัทน้ำลูกยอ ด้วยความสนใจในระบบ ดร.กฤษฎาจึงเข้าอบรมอีกครั้ง และออกขายน้ำลูกยอด้วยตนเอง จนท้ายที่สุดคิดได้ว่า เมื่อน้ำลูกยอขายไม่ได้ เราก็นำสินค้าเราออกขายในรูปแบบธุรกิจขายตรง และตั้งบริษัทจดทะเบียนเป็นธุรกิจขายตรง “เนเจอร์กิฟ”
สิ่งที่ ดร.กฤษฎาทุ่มด้านการตลาด คือ การลงโฆษณาคุณภาพของอาหารเสริมเนเจอร์กิฟ และลงประกาศอบรมสัมมนาฟรีสำหรับผู้สนใจธุรกิจขายตรงเนเจอร์กิฟ ถึงขั้นจองโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ รวม 10 แห่ง
“ผมบรรยายเอง ครั้งแรกมีคนมาฟัง 3 คน ครั้งที่ 2 มีคนมาฟัง 2 คน แต่ในจำนวนนั้นเป็นตัวแทนของธุรกิจขายตรงอื่นที่มาหาลูกค้าในงานสัมมนา สุดท้ายอีก 8 แห่ง ต้องยอมเสียเงินค่ามัดจำเพื่อยกเลิก เพราะมั่นใจว่าไม่มีคนมาฟังแน่นอน”
ดร.กฤษฎา ล้มลุกคลุกคลานกับเนเจอร์กิฟ เพราะความใฝ่ฝันนั่งแท่นนักธุรกิจจึงเลิกล้มความตั้งใจไม่ได้ จึงยังไม่ทิ้งระบบธุรกิจขายตรง เขาพยายามเข้าให้ถึงลูกค้า และเมื่อมีคนสนใจแผนธุรกิจยอมติดต่อคนให้มาฟังบรรยาย แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าสถานที่และค่าเดินทางไปบรรยายเอง
สถานที่ แรกเป็นจังหวัดพิจิตร มีคนมาฟังจำนวนหนึ่ง แต่ยอดขายไม่กระเตื้อง ไม่นานนักจังหวัดอุดรธานีกลายเป็นเป้าหมาย เมื่อสมาชิกที่มาฟังสนใจและอยากให้ ดร.กฤษฎาเปิดการบรรยายที่นั่น ซึ่งได้ผลเมื่อการบรรยายครั้งแรกมีคนสนใจฟังเกิน 200 คน เพียงแต่การบรรยายในครั้งถัดมาจำนวนคนกลับลดลงตามลำดับ ถึงอย่างนั้นเนเจอร์กิฟก็ยังขายได้ราว 200,000 บาทต่อเดือน ซึ่งดร.กฤษฎา บอกว่า จำนวนนี้ยังไม่พอค่าใช้จ่ายใดๆ
เพราะยอดขายยังน้อย ดร.กฤษฎาจึงได้รับคำแนะนำจากเพื่อนสมาชิกให้เปลี่ยนอาหารเสริมจากแคปซูลเป็น รูปแบบอื่น และเท่าที่พอทำได้ เนื่องจากลงทุนไม่สูงนัก คือ “กาแฟ” ที่ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 50,000 บาท
ชูจุดขาย “กาแฟลดความอ้วน”

พลิกยอดขายหลายร้อยเท่า
เดือน ธันวาคม ปี 2546 ผลิตอาหารเสริมออกมาในรูปของ “กาแฟลดความอ้วน” และออกขายในราคาซองละ 12.50 บาท ซึ่งหากเทียบกับกาแฟทั่วไปเรียกได้ว่า “แพง” แต่เมื่อเทียบกับคุณค่าที่ได้ต่อสุขภาพกลับเรียกว่า “คุ้ม”
การผลิตของเนเจอร์กิฟ เมื่อเป็นกาแฟลดความอ้วน ใช้สถานที่โรงรถของบ้านเป็นโรงงาน
การตลาดของเนเจอร์กิฟ ขณะนั้นใช้วิธีลงโฆษณาพร้อมการตระเวนเสนอขายให้กับร้านค้า
ตลาด ต่างจังหวัดกลายเป็นตลาดใหญ่ให้กับเนเจอร์กิฟ เมื่อกาแฟลดความอ้วนถูกนำไปจำหน่ายต่อยังต่างจังหวัดโดยสมาชิกเก่าที่เคยมา ฟังบรรยายธุรกิจขายตรงของ ดร.กฤษฎา ยอดจำหน่ายในระยะแรกราว 30,000 ซองต่อเดือน ค่อยๆ ขยับเป็น 40,000 ซอง และ 50,000 ซองต่อเดือน
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ เนเจอร์กิฟ ติดตลาดและมียอดขายสูงขึ้นเป็นร้อยเท่าอยู่ตรงไหน
ดร.กฤษฎา บอกว่า จดหมายจากผู้ที่ดื่มกาแฟลดความอ้วนเนเจอร์กิฟ เขียนขอบคุณที่ทำให้น้ำหนักลดลง สุขภาพดีขึ้น และเขานำไปลงเป็นเนื้อหาโฆษณา ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เนเจอร์กิฟกลายเป็นที่รู้จักแบบก้าว กระโดด
ต้นปี 2548 เนเจอร์กิฟเริ่มเป็นที่รู้จัก ยอดขายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ ดร.กฤษฎาต้องผันโรงรถที่เดิมเป็นแหล่งผลิต ก่อตั้งโรงงานแห่งแรกขึ้นด้วยงบประมาณ 18 ล้านบาท อีก 2 ปีถัดมาก่อตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ขึ้นด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาท และเปิดโรงงานแห่งที่ 3 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท
แม้ คำว่า ธุรกิจขายตรง ยังคงอยู่ในใจ ดร.กฤษฎา แต่เมื่อเส้นทางการเติบโตทางธุรกิจของเนเจอร์กิฟไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดร.กฤษฎาจึงเลิกธุรกิจขายตรงไปราวต้นปี 2547 และมุ่งมั่นผลิตเนเจอร์กิฟในรูปแบบสินค้าอื่นออกมาอีกจำนวนหนึ่ง เพราะยังประเมินตนเองว่าเป็นนักธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ
ยอด ขายและกำไรเป็นสิ่งที่ ดร.กฤษฎาไม่ขอปริปากบอก แต่ทุกวันนี้ยอมรับว่ามีเงินมากพอที่หาความสุขสบายให้กับตัวเองได้ทุกรูปแบบ ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตคือความสุขที่ได้จากการทำบุญ และการบริจาคทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนยากจนเรียนดี เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับที่เขาเคยประสบ
“ความใฝ่ฝันที่อยากเป็น เจ้าของธุรกิจ ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง มีครอบครัวดี มีเงินไม่ขัดสน มีบ้าน มีรถ และแม้จะมีลูกค้าหลายแสนคน แต่คนที่เป็นทุกข์กับสุขภาพยังมีอีกจำนวนมาก ผมถือว่าเป้าหมายยังไม่บรรลุ”
ภาพ ที่เห็นจึงเป็นภาพที่ ดร.กฤษฎา เดินหน้ามุ่งมั่นกับธุรกิจอาหารเสริมลดน้ำหนัก “เนเจอร์กิฟ” ต่อไป จนกว่าจะถึงเป้าหมายการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง